อัพเดทข้อมูล..

ปรับข้อมูลสมาชิก..

อัพโหลดรูปภาพ..
0%

อัพเดทข้อมูล..
 
กรองการค้นหา
 ค้นหา
หมวดย่อย

ขนาด


สี


ราคา






จัดเรียง



กรองการค้นหา
 ค้นหา
จัดเรียง



ราคา






สี


ขนาด


หมวดย่อย

บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-016 ฮือๆ ร่างกายต้องการกาแฟ! แล้วคนท้องดื่มกาแฟได้ไหมนะ ? คำถามนี้มีคำตอบ Mom MOM

ฮือๆ ร่างกายต้องการกาแฟ! แล้วคนท้องดื่มกาแฟได้ไหมนะ ? คำถามนี้มีคำตอบ

PREGNANCY-016-MOM

ฮือๆ ร่างกายต้องการคาเฟอีน!  แล้วคนท้องดื่มกาแฟได้ไหม ? คำถามนี้มีคำตอบ   คนท้องดื่มกาแฟได้หรือไม่??  เชื่อว่าคุณแม่ท้องอีกหลายๆ คน ที่เคยเป็นคอกาแฟสมัยยังไม่ท้องมาก่อนนั้น เรียกว่าจะต้องมีคอฟฟี่เบรค หรือมีมิตติ้งกาแฟบ่อยๆ โดยเฉพาะการเข้าไปนั่งชิลๆ กับเบเกอร์รี่และกาแฟร้อนๆ เมาท์มอยกับเพื่อนๆ  กับบรรยากาศสุดเริด  จนกระทั่งตัวเองตั้งท้องก็อดไม่ได้ที่อยากจะเข้าไปจิบกาแฟเบาๆ พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศเหมือนสมัยที่ยังไม่ท้องอีกครั้ง  ว่าแต่คุณแม่ท้องสามารถดื่มกาแฟได้หรือไม่นะ???  มาไขข้อสงสัยกันดีกว่า   คุณแม่ท้องดื่มกาแฟได้หรือไม่ หากจะตัดใจไม่ดื่มกาแฟเลยก็เหมือนจะขาดใจเพราะตกเป็นทาสคาเฟอีนไปซะแล้ว แต่จะดื่มก็เป็นกังวล ทำให้เกิดความเครียดไปอีก   หากถามว่าคนท้องดื่มกาแฟได้ไหม ? คำตอบคือ  ได้  แต่ดื่มได้ในที่นี้คือ จะต้องดื่มกาแฟในปริมาณปกติ หรือควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนไม่ให้เกินวันละ 300 มิลลิกรัมต่อวัน  เพราะสารคาเฟอีนในกาแฟสามารถถ่ายทอดผ่านสายรกเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้  หากดื่มกาแฟในปริมาณที่มากจนเกินอาจจะมีผลกระทบต่อลูกน้อยได้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า และเสี่ยงต่อการแท้ง หรือมีการคลอดก่อนกำหนด ฯลฯ    แต่คุณแม่ท้องที่ติดกาแฟก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป เพราะยังไม่มีทารกคนไหนได้รับอันตรายจากกาแฟ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย 100%  หากต้องการจะดื่มกาแฟจริงๆ คุณแม่ท้องก็ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน  ประมาณวันละ 1-2 แก้วเล็กก็เพียงพอ หากเป็นไปได้ควรลดปริมาณลงทีละน้อย จนไม่ดื่มจะดีที่สุด แล้วหันมารับระทานน้ำผัก-ผลไม้ที่มีประโยชน์แทนจะดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่ต้องกังวลแล้ว น้ำผลไม้ยังดีต่อสุขภาพทั้งคุณแม่ท้องและทารกในครรภ์อีกด้วย  *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-015 แม่ท้อง กับอาการบวมน้ำ แก้ปัญหายังไงดี Mom MOM

แม่ท้อง กับอาการบวมน้ำ แก้ปัญหายังไงดี

PREGNANCY-015-MOM

แม่ท้อง กับอาการบวมน้ำ แก้ปัญหายังไงดี   อาการบวมน้ำของคุณแม่ท้อง ที่คุณแม่ท้องหลายคนต้องตกใจกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และร่างกายที่บวมขึ้นจนน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นแขน หรือขา โดยเฉพาะบริเวณเท้า ที่บวมมากมายเวลาเดิน  เดินทีก็แสนจะทรมานมากมาย  มาดูวิธีแก้ปัญหากันคร้า     1.หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ คุณแม่ท้องที่ยังทำงานในระหว่างตั้งครรภ์ อาจจะต้องเดิน หรือยืนทำงานเป็นช่วงบางเวลา บางคนยืนบ่อยเกินไป ทำให้น้ำหนักตัวถูกถ่ายลงมาที่ขา จนเกิดอาการขาบวม มากเกินไปเหมือนเป็นโรคเท้าช้างซะงั้น  การยืนนานๆ ไม่เป็นผลดีต่อคนท้อง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควนจะยืนสลับนั่ง หรือขอหัวหน้าทำอย่างอื่นแทน หรือขอนั่งทำงานแทน ซึ่งความจริงคนท้องส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ถูกใช้ให้ทำงานหนักอยู่แล้ว   ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง การทำกิจกรรมกลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดร้อนๆ อาจเป็นอีกหนึ่งการแก้ปัญหา ของอาการบวมน้ำได้ ไม่ควรทำอะไรนานเกินไปเวลาอยู่นอกบ้านในวันอากาศร้อน แต่หันมาพักผ่อนหรือว่ายน้ำเบาๆ กับกีฬาในร่มแทน   3.นอนยกเท้าให้สูงขึ้น ก่อนนอนให้หาผ้าห่มมาไว้ปลายเตียง แล้วนอนลง เอาขาพาดไปที่ผ้าห่ม เป็นการนอนยกเท้าให้สูงขึ้น จะทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก และอาการบวมน้ำก็จะค่อยๆ หายไป  ที่สำคัญควรสวมใส่รองเท้าที่ใส่สบาย ถ้าเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง  หรือใช้ที่ประคบเย็นประคบบริเวณที่บวมจะทำให้อาการดีขึ้น   4.เลือกเสื้อผ้าในการสวมใส่ ให้สวมกางเกงกระชับต้นขาหรือถุงน่อง แต่ไม่ควรรัดเกินไป เพราะอาจทำให้อึดอัด  หากสวมไปได้สักพักเมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ให้รีบถอดออก และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่น โดยเฉพาะบริเวณรอบข้อมือและข้อเท้า   5.บวมน้ำ แต่ไม่ควรงดน้ำ เพราะการดื่มน้ำ จะช่วยให้ของเหลวในร่างกายไหลเวียนดี  แต่ควรลดอาหารรสเค็มและหลีกเลี่ยงการบริโภคคาเฟอีน จะช่วยอาการบวมน้ำได้มาก *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-014 ท้องอยู่ ฉีดโบท็อกซ์, เลเซอร์ หรือศัลยกรรม ทำได้ไหมนะ ? Mom MOM

ท้องอยู่ ฉีดโบท็อกซ์, เลเซอร์ หรือศัลยกรรม ทำได้ไหมนะ ?

PREGNANCY-014-MOM

ท้องอยู่ ฉีดโบท็อกซ์, เลเซอร์ หรือศัลยกรรม ทำได้ไหมนะ ?   เชื่อว่าคุณแม่ท้องมักจะถูกห้ามสารพัดอย่าง ทำให้คุณแม่บางคนถึงกับเกิดอาการหงุดหงิด ซึ่งบางอย่างที่คุณแม่ทำอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อลูกในท้องได้ เพราะผู้หญิงท้องส่วนใหญ่มักจะได้รับคำแนะนำหลายๆ อย่างเกี่ยวกับข้อห้ามในสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ บางอย่างที่รู้แล้ว แต่ก็ยังเผลอหรือดื้อทำก็มี ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กหรือตัวคุณแม่เองได้ โดยข้อห้ามคนท้องโดยทั่วๆ ไป คือไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่ และแม้แต่ในเรื่องของการศัลยกรรม ที่คุณแม่ท้องบางคนอาจจะเสพติดศัลยกรรม หรือชอบเรื่องความสวยความงาม แต่งนั่นนิดเสริมนี่หน่อย พออยู่ในช่วงท้องก็อดใจที่อยากจะทำสักอย่างเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง  ซึ่งมีการศัลยกรรมตัวไหนบ้างที่คุณแม่ท้องไม่ควรรีบทำ??  เพราะอาจเกิดอันตรายได้   เลเซอร์กำจัดขนถาวร   ผู้หญิงท้องบางคนไม่ชอบที่จะปล่อยให้ตัวเองดูโทรม แม้แต่การทำให้ตัวเองดูเนียนใสไร้ขน  อาจจะทำให้ปลอดภัยด้วยการแว็กซ์ขนสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งท้อง  ดีกว่าการใช้เลเซอร์ที่อาจมีความเสี่ยง เพราะสารเคมีจากตัวยาและคลื่นจากเลเซอร์ที่ทะลุผ่านผิวหนังอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้  เลเซอร์กำจัดขนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งต้องห้ามสำหรับคุณแม่ท้อง     ฉีดโบท็อกซ์และฉีดรักษาสิว   สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้แนะนำว่าคุณแม่ท้อง อาจจะทำการปรึกษาแพทย์หรือศัลยแพทย์ก่อนได้รับการฉีดโบท็อกซ์ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือฉีดสิว เพราะยาบางตัวอาจจะมีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสาร  BHA กรดซาลิไซลิก ที่ถูกออกแบบมาให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังและจะทำให้ผิวหนังลอกอย่างรุนแรงได้   ศัลยกรรมเพิ่มขนาดทรวงอก คุณแม่ที่เคยผ่านการศัลยกรรมทรวงอกก่อนจะมีลูกสามารถให้นมลูกได้ตามปกติ   แต่คุณแม่ท้องที่อยากจะเพิ่มขนาดทรวงอกให้ใหญ่กว่าเดิมด้วยการศัลยกรรมนั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะจะมีการใช้ยาชาหรือยาสลบก่อนทำการผ่าตัด ซึ่งอาจจะมีผล กระทบรวมถึงก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อเด็กในครรภ์อีกด้วย *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-013 แม่ท้อง ควรนอนท่าไหนดีนะ ? หงาย หรือ ตะแคง Mom MOM

แม่ท้อง ควรนอนท่าไหนดีนะ ? หงาย หรือ ตะแคง

PREGNANCY-013-MOM

แม่ท้อง ควรนอนท่าไหนดีนะ ? หงาย หรือ ตะแคง   เพราะคนท้องมักจะมีข้อห้าม และข้อควรระวังหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารหรือแม้แต่เรื่องของการนอน  เพื่อให้ไม่เกิดอันตรายแก่ลูกในท้อง ซึ่งปกติจะมีท่านอนสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ หากคุณแม่นอนในตอนกลางคืน อาจจะนอนตะแคงโดยมีหมอนหนุนไว้ระหว่างเข่า  เพื่อเป็นการช่วยให้คุณแม่อยู่ในท่าที่ถูกต้อง และหากต้องการลุกขึ้นจากเตียงนอน ต้องค่อยๆ ลุก โดยอาจใช้แขนทั้งสองข้าง ช่วยในการดันตัวขึ้นและพยุงท้องเอาไว้  วิธีนี้จะช่วยลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อหลังได้อย่างมาก ยังมีคุณแม่อีกหลายคนสงสัยว่าคนท้องควรนอนท่าไหน และปลอดภัยที่สุด   คุณแม่ท้องนอนท่าไหนดี?? หากในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องมีอาการนอนไม่หลับ  อาจจะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ระบบการทำงานนั้นเปลี่ยนไป อาจมีการหายใจถี่ขึ้น หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เป็นต้นเหตุที่จะทำให้เกิดปัญ หาเรื่องการนอน เพราะคุณแม่ท้องคงจะสงสัยว่าคนท้องควรนอนท่าไหนดี ?? ที่จะไม่ทำให้เกิดการกดทับท้องมากเกินไป และในช่วงที่ตั้งท้องจะทำให้รูปร่างของคุณแม่ท้องเริ่มขยายออก  เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน  ซึ่งหากเลือกท่านอนไม่ดีก็อาจจะมีผลต่อตัวคุณแม่ และลูกในครรภ์ได้   คุณแม่ท้อง นอนหงายได้ไหม? เมื่อคุณแม่ตั้งท้องก็จะทำให้มดลูกโตขึ้นซึ่งจะคอยดึงรั้งปีกมดลูกทำให้เส้นเอ็นปีกมดลูกตึง คุณแม่ท้องอาจมีอาการเสียดท้องน้อยที่อยู่ทางด้านข้างบ่อยๆ   ช่วงนี้คนท้องหากนอนแบบ ล้มตัวลงนอนไปเลยหรือลุกขึ้นจากท่านอนที่ไม่ดี อาจทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกเจ็บเสียดท้องน้อยได้  หากนั่งแล้วหงายหลังตึงลงไปบนเตียง เวลาจะลุกขึ้นมาอาจทำให้เกิดอาการเจ็บตึงปีกมดลูกได้ง่ายๆ   ตอนท้องอ่อนๆ อาจจะนอนหงายได้แบบสบายๆ   แต่เมื่อมดลูกของคุณแม่โตขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ควรนอนหงาย เพราะจะทำให้เลือด ไหลออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆ น้อยลง หากนอนตะแคงแล้วไม่เจ็บปีกมดลูกมากนัก ก็ควรจะนอนตะแคงซ้ายหรือตะแคงขวาดีกว่าเพราะจะไม่ทำให้เจ็บปีกมดลูกเหมือนกับนอนหงาย *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-012 แม่ท้องกินน้ำมะพร้าวแล้วดีจริงไหม? Mom MOM

แม่ท้องกินน้ำมะพร้าวแล้วดีจริงไหม?

PREGNANCY-012-MOM

แม่ท้องกินน้ำมะพร้าวแล้วดีจริงไหม?   การดื่มน้ำมะพร้าว เป็นความเชื่อของอีกหลายๆ คนว่า หากคนท้องกินน้ำมะพร้าวแล้วจะทำให้ลูกออกมาตัวขาว  หรือคลอดง่ายๆ  เพราะในช่วงที่ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่อาจจะต้องหาอาหาร หรืออาหารเสริมมาช่วยในการบำรุงครรภ์อยู่ไม่น้อย ซึ่งนอกเหนือจากอาหารการกินแล้ว  หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินว่า น้ำมะพร้าว คือสิ่งที่เหมาะสำหรับการบำรุงครรภ์ ซึ่งคนเก่าคนแก่แนะนำให้กินเป็นประจำ มะพร้าวมีประโยชน์ต่อคุณแม่ท้องจริงหรือ??   กินน้ำมะพร้าวเพื่อผิวพรรณเปล่งปลั่ง ในน้ำมะพร้าวจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่จะทำให้คุณแม่ท้องมีผิวพรรณเปล่งปลั่งและสวยสดใส มีไขมันดีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  การที่คนท้องกินน้ำมะพร้าวนั้นนอกจากจะใช้ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นแล้ว ยังสามารถดื่มเพื่อทดแทนเกลือแร่เวลาที่ คุณแม่ท้องสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย หรือขาดเกลือแร่จากอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดีอีกด้วย   กินน้ำมะพร้าวที่ช่วยให้ลูกตัวขาวจริงหรือ?? การดื่มน้ำมะพร้าวบ่อยๆ จะทำให้ตัวขาวหรือไม่นั้น  มีความเชื่อว่าเด็กที่คลอดออกมาจะมีตัวขาวสะอาดและไม่เป็นไข เพราะน้ำมะพร้าวจะไปชะล้างเมือกต่างๆ ให้หลุดออก ซึ่งในน้ำมะพร้าว ยังมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น ที่จะช่วยล้างพิษและดูดซับ ทำการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย   น้ำมะพร้าวช่วยสร้างไขตัวเด็กให้มีสีขาว คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มักจะดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำ ถือว่าเป็นการสร้างไขในตัวเด็กให้มีสีค่อนข้างขาว เลยทำให้ถูกมองออกมาว่าเด็กคลอดออกมาจะทำให้ดูเหมือนตัวขาวสะอาด ราวกับว่าเด็กไม่มีไข เพราะในน้ำมะพร้าวมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นข้อดีสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์  และการที่ลูกคลอดออกมามีไขติดตามตัวก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ  หากกินเป็นประจำจะช่วยทำให้เด็กคลอดง่ายอีกด้วย      แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องดีแต่อย่าลืมว่าในน้ำมะพร้าวมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง หากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้คุณแม่มีระดับน้ำตาลในร่างกายสูง และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ได้    *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-011 คุณแม่ตั้งครรภ์รักษา สิว ยังไง ให้ปลอดภัยดี Mom MOM

คุณแม่ตั้งครรภ์รักษา สิว ยังไง ให้ปลอดภัยดี

PREGNANCY-011-MOM

คุณแม่ตั้งครรภ์รักษา สิว ยังไง ให้ปลอดภัยดี   ปัญหาเรื่องสิวกับคนท้อง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่รักสวยรักงามคงจะเป็นกังวลกันอยู่  เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ซึ่งปัญหาสิวในช่วงตั้งครรภ์นั้นถือเป็นเรื่องปกติ  เนื่องมาจากการตั้งครรภ์จะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง บางคนไม่เคยเป็นสิว ก็อาจจะมีสิวผุดขึ้นมาเยอะมาก หรือบางคนเคยเป็นสิวบ่อย ๆ เมื่อตั้งครรภ์แล้วอาจจะเป็นสิวน้อยลงก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ฮอร์โมนของแต่ละคนนั่นเอง ใครที่ชอบไปฉีดสิวเพื่อให้สิวยุบอยู่บ่อย ๆ แต่หลังจากตั้งครรภ์กลับไปซื้อยาแต้มสิวที่มีสารสเตรียรอยด์ผสม ส่งผลให้หน้าขึ้นสิวเห่ออย่างหนัก  ทำให้สงสัยว่าหากจะไปฉีดยาให้สิวยุบตอนท้องนี้จะทำได้หรือไม่??   คุณแม่ท้องฉีดยารักษาสิวได้หรือไม่?? การรักษาสิวคนท้อง  ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ยารักษาสิวในกลุ่มของกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์   หรือแม้แต่ยาทาหรือยากิน ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เพราะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ที่อาจทำให้ทารกเกิดความผิดปกติหรือพิการได้  ควรหยุดใช้ยาก่อนที่จะตั้งครรภ์ จึงจะไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ แต่ในกรณีของการฉีดสิว ส่วนใหญ่จะฉีดเพื่อลดอาการอักเสบของสิว ทำให้สิวยุบลง โดยฉีดที่บริเวณหัวสิวในปริมาณน้อย  ตัวยาที่ใช้ฉีดนั้นส่วนใหญ่จะเป็น สเตียรอยด์ และยาชา โดยแพทย์ยังไม่มีรายงานชัดเจนว่าเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ แม้จะฉีดได้ แต่ก็จัดเป็นยาที่อยู่ในกลุ่มที่ควรอยู่ในการประเมินของแพทย์  แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนจะปลอดภัยที่สุด    การรักษาสิวในคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก  และไม่ควรที่จะซื้อยามาใช้ทาหรือรับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้  สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คนไหนที่กำลังเป็นสิว  หากไม่รุนแรงมากนักลองปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติ แล้วค่อยมาดูแลรักษาตอนหลังคลอดน่าจะดีกว่า ถ้าใครเป็นสิวอักเสบเยอะมากในช่วงตั้งท้อง และอยากจะหาวิธีรักษาจริง ๆ แนะนำให้ไปพบคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำจะปลอดภัยกว่าหาซื้อยามาใช้เอง *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-010 เลือกอาหารคนท้องอย่างไร? ให้ปลอดภัยต่อลูกในท้อง Mom MOM

เลือกอาหารคนท้องอย่างไร? ให้ปลอดภัยต่อลูกในท้อง

PREGNANCY-010-MOM

เลือกอาหารคนท้องอย่างไร??ให้ปลอดภัยต่อลูกในท้อง??   การเลือกอาหารสำหรับคนท้อง คุณแม่ท้องอาจจะต้องคิดหนักเพราะมักจะคิดว่าจะกินอะไรดีที่ลูกในท้องจะไม่มีอันตราย ซึ่งอย่าลืมว่าแม่กินอะไรลูกน้อยก็จะได้กินอย่างนั้นตามไปด้วย การเลือกอาหารสำหรับคนท้องสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะสารอาหารบำรุงสมองลูกที่คุณแม่จะต้องกินตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าท้อง ซึ่งอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปจะส่งผลถึงลูกโดยตรง โดยเฉพาะสมองของลูกเป็นอวัยวะที่สำคัญที่จะเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่ เซลล์สมองจะทำงานและเจริญเติบโตได้ดี ก็ต่อเมื่อคุณแม่ท้องกินอาหารที่มีประโยชน์   โปรตีน และโอเมก้า  3  อาหารจากโปรตีนจะมีกรดอะมิโน (ไทโรซีน)  มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ไข่ และ อาหารทะเล เมื่อร่างกายได้รับแล้วจะทำให้สมองมีความตื่นตัว  ช่วยลดอาการซึมเศร้า ส่วนโอเมก้า  3  พบได้มาก ในเนื้อปลาทู หรือปลาช่อน การนำเนื้อปลามาประกอบอาหาร ด้วยการ นึ่ง หรืออบ จะทำให้ลูกน้อยในครรภ์ได้ประโยชน์อย่างมาก ซึ่งคุณแม่ท้องควรทานอาหารจากเนื้อปลาในมื้ออาหารหลักๆ เพื่อบำรุงไขมันในเซลล์สมองของลูก   วิตามินซี และวิตามินบี   วิตามินซีหาได้จาก ผักและผลไม้สด  ซึ่งคุณแม่ท้องสามารถกินวิตามินซีที่มาจากผลไม้สดๆ ซึ่งจะช่วยทำให้เซลล์สมองแข็งแรง และช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์สมอง ทำให้มีสมาธิดีและมีการตัดสินใจที่เร็วและเด็ดขาด ในหนึ่งมื้อ ควรทานผักหรือผลไม้ให้ได้ โดยอาจจะเลือกกิน ส้มหรือฝรั่ง รวมถึงสลัดผลไม้ หรือสลัดผักสักจาน  ส่วนวิตามินบี  12  จะช่วยเรื่องการบำรุงระบบประสาทที่จะช่วยเรื่องความจำ และสมองให้แข็งแรงพบในเนื้อสัตว์ อย่างเนื้อหมู      อาหารสำหรับคนท้องประเภท อะเซทิลโคลีน สารอะเซทิลโคลีน อยู่ในขนมปังโฮลวีตและข้าวซ้อมมือ ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของอาหารสำหรับคุณแม่ท้อง ซึ่งจะทำให้สมองของลูกน้อยทำงานได้ดี  มีระบบประสาทที่ช่วยเชื่อมโยงเซลล์สมองที่ดี เพื่อที่สมองจะได้ทำการส่งข้อมูลได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ยังส่งผลทำให้ระบบต่างๆในสมองทำงานได้ดีตามไปด้วย  ซึ่งคุณแม่ท้องควรทานอาหารบำรุงสมองลูกเพราะจะช่วยให้ลูกฉลาดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยทีเดียว *ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-009 ผลไม้กับคนท้อง เป็นของคู่กัน Mom MOM

ผลไม้กับคนท้อง เป็นของคู่กัน

PREGNANCY-009-MOM

การเลือกผลไม้สำหรับคนท้องที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย   เวลาเห็นผลไม้เปรี้ยวๆ ทีไรทำให้นึกถึงเวลาที่ผู้หญิงท้องกินผลไม้อย่าง มะม่วง มะขาม แบบหน้าตาเฉย ทำเอาคนที่เห็นน้ำลายสอไปด้วย การที่ผู้หญิงท้องกินผลไม้เปรี้ยวๆ นั้น ก็เพราะว่าเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากอาการแพ้ท้อง โดยอาจจะมีอาการเวียนหัว หน้ามืด คลื่นไส้หรืออาเจียน ฯลฯ เป็นเหตุทำให้จะต้องหาผลไม้สำหรับคนท้องมาแก้อาการเหล่านั้น แต่ก็ใช่ว่าคนท้องจะกินผลไม้ได้ทุกอย่างนะ เพราะยังมีผลไม้ต้องห้ามที่อาจจะกระทบกับลูกน้อย ซึ่งจะต้องเลือกผลไม้สำหรับคนท้องเพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด   การเลือกผลไม้สำหรับคนท้อง นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบ 5 หมู่แล้วผลไม้สำหรับคนท้อง ยังเป็นสิ่งที่มีความ สำคัญและจำเป็นอย่างมาก  เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อตัวคุณแม่แล้ว ยังมีส่วนทำให้ลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย  ผลไม้เป็นแหล่งของสารอาหารที่เต็มไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะวิตามินซี ที่คุณแม่ทุกคนจะต้องมีติดบ้านไว้พยายามอย่าให้ขาด ซึ่งผลไม้สำหรับคนท้องที่มีประโยชน์ โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อครรภ์ของคุณแม่ ยังมีหลายอย่างให้เลือก  ไม่ว่าจะเป็นกล้วย สับปะรด ลูกพรุน ส้ม แอปเปิล และ ฝรั่ง ฯลฯ    ประโยชน์ของผลไม้สำหรับคนท้อง ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักเลือกดื่มน้ำมะพร้าวบ่อยๆ เพราะจะช่วยดับกระหายและช่วยรักษาอาการอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี  ส่วนมะละกอสุกมีเส้นใยอาหารและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยจะเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ส่วนมะม่วงจะช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้กับทารกในครรภ์อีกทั้งยังช่วยลดอาการเป็นตะคริวสำหรับคุณแม่ได้ สำหรับส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก เพราะนอกจากจะไม่เป็นหวัดแล้ว ยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี   ผลไม้สำหรับคนท้องแต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์มากมาย และยังทำให้ลูกน้อยในครรภ์มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงตามไปด้วย*ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้ เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-008 ปวดหลังจังเลย ทำยังไงดีนะ ? Mom MOM

ปวดหลังจังเลย ทำยังไงดีนะ ?

PREGNANCY-008-MOM

มาหาวิธีรับมือกับอาการปวดหลังกันคร้าา   อาการปวดหลังของคุณแม่ที่กำลังตั้งท้อง มักจะเกิดจากการที่น้ำหนักของครรภ์ ได้ถ่วงอยู่บริเวณด้านหน้ามากเกินไป ทำให้ท้องเกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างมากขึ้น แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับคุณแม่ที่มีความรู้สึกว่าปวดหลัง เพราะจะต้องอุ้มท้องนานถึง  9 เดือน เพราะปกติแล้วคุณแม่มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว  โดยเฉพาะบริเวณหลังเพราะช่วงท้องที่ยื่นออกไปมากทำให้ดูเหมือนกับว่าหลังมีความแอ่นไปมาก  เป็นอาการปวดหลังของคนท้องที่มักจะเกิดในช่วงสามเดือน ก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด     แบกน้ำหนักด้านหน้ามากเกินไป อาการปวดหลังของคนท้อง ที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่คุณแม่เองก็ต้องระวังตัวไม่ให้เกิดอาการปวดมากไปกว่านี้ เพราะบางคนปวดมากจนต้องหาซื้อยามากินเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กในท้องได้ หากปวดจนทนไม่ไหวจริงๆ ควรจะเข้าพบแพทย์เพื่อจัดยาให้โดยด่วน ช่วงที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จะต้องแบกน้ำหนักด้านหน้าที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกเดือน ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดต่างๆ มาที่ด้านหลังมากกว่าปกติ  คุณแม่ที่ต้องแบกน้ำหนักตัวด้านหน้ามากขึ้นจะทำให้สรีระของคุณแม่ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งอาการปวดหลังของคนท้อง ส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงก่อนคลอดไม่กี่เดือน เพราะท้องใหญ่ขึ้นมาก หากมีการเกิดแรงกดที่หลังเป็นเวลานาน จะมีการส่งผลทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้นมาได้อีก     วิธีรับมืออาการปวดหลัง   อาการปวดหลังของคนท้อง  ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกระดูกของแต่ละคน ว่าก่อนท้องเป็นอย่างไร  คุณแม่เองมีการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์แค่ไหน? และระหว่างการตั้งครรภ์ควรจะต้องมีกระบวนการดูแลสภาพร่างกายอย่างไร? ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือ การยืดกล้ามเนื้อเบาๆ เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว และการกินอาหาร  คุณแม่สามารถทำได้แม้จะอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อเป็นการรับมืออาการที่จะปวดหลังอยู่เป็นระยะๆ   หลังจากคลอดแล้ว ก็ต้องเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูสภาพตัวเอง เพื่อเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อต่างๆ ให้กลับมาสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด*ข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท แอน เมทเทอนิตี้ จำกัด ( ร้าน MamyAnn ) ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล  ไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืน ทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย  เว้นแต่คุณแม่ที่ต้องการแชร์ หรือบันทึกเรื่องนี้  เพื่อการเรียนรู้ อันนี้ไม่มีความผิด
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-007 คุณแม่ท้องอ่อน ทำไมถึงมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนอาหารไม่ย่อยเลย Mom MOM

คุณแม่ท้องอ่อน ทำไมถึงมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนอาหารไม่ย่อยเลย

PREGNANCY-007-MOM

คุณแม่ท้องอ่อน ไตรมาสแรก ท้องอืด ลมในท้องเยอะ มาหาวิธีแก้ไขกัน   ทำไมตั้งครรภ์อ่อนๆ ถึงท้องอืด สาเหตุหลักๆ มาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  ทั้งปริมาณฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้น  ระบบการย่อยอาหารที่ทำงานได้ช้าลง และการที่มดลูกขยายตัวมากขึ้น ทั้ง 3 สาเหตุนี่ละคะ ทำให้คุณแม่ปวดท้องอืดบ่อย  งั้นมาดูกันดีกว่า ว่าทำยังไงให้หาย หรือไม่กลับมาเป็นอีกดี อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์อ่อนๆ ควรเลี่ยง  ผักที่ทำให้แม่ท้องอ่อนมีอาการท้องอืดได้ อาทิ กะหล่ำปลี หัวหอม กะหล่ำดาว กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด ธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี ข้าวโอ๊ต และถั่ว ผลไม้ เช่น ลูกแพร์ พรุน แอปเปิ้ล พีช ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม  ไอศกรีม  ชีส สุดท้ายน้ำอัดลมและน้ำผลไม้  อย่างไรก็ตาม ผัก ผลไม้ ธัญพืช เหล่านี้ แม่ท้องสามารถรับประทานได้ตามปกตินะคะ   แต่ต้องไม่บริโภคมากเกินไป อย่ากินเพลินนั่นเอง อิอิ  และที่สำคัญ ต้องหัดสังเกตอาการท้องอืดหลังรับประทานอาหารด้วย เพราะอาหารบางชนิดมีผลกับร่างกายแม่ท้องแต่ละคนแตกต่างกัน โดยสังเกตอาหารที่ทำให้แม่ท้องอ่อนมีอาการท้องอืด จะเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 6 ชั่วโมง     วิธีบรรเทาอาการท้องอืดของแม่ท้องอ่อน คุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์อ่อน ๆ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง โดยเริ่มจากเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เคี้ยวนาน ๆ เป็นการช่วยร่างกายให้ย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น แม่ท้องอ่อนต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะอาหารที่เผ็ดจัด เพราะจะยิ่งส่งผลต่ออาการท้องอืด ไม่สบายท้องได้ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์อ่อน ๆ แม่ท้องก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารทอด เพราะอาหารมัน ๆ อาหารทอด ๆ เป็นอาหารที่ย่อยได้ยาก แม่ที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ อย่าปล่อยให้ท้องว่างนะคะ เมื่อท้องว่างจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ ทั้งยังก่อให้เกิดอาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์ได้อีกด้วย แม่ท้องต้องทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่เน้นการทานอาหารหลาย ๆ มื้อในแต่ละวัน วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดอาการท้องอืดได้แล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้อีกด้วย อีกวิธีที่จะช่วยลดอาการท้องอืด และบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ด้วยคือการจิบน้ำขิงอุ่น ๆ   ถ้าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ มีอาการท้องอืด ลองลดละเลี่ยงอาหารบางชนิด และออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการท้องอืดได้ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.com
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-006 อาการลูกตอดเป็นยังไง มีความรู้สึกแบบไหน ลูกจะเริ่มตอดเมื่อไหร่กันนะ Mom MOM

อาการลูกตอดเป็นยังไง มีความรู้สึกแบบไหน ลูกจะเริ่มตอดเมื่อไหร่กันนะ

PREGNANCY-006-MOM

อาการลูกตอดเป็นยังไง อาการลูกตอดเป็นยังไง แม่ๆ หลายคนคงกำลังสงสัยกันอยู่ใช่ไหมค่ะ เห็นคุณแม่ท่านอื่นที่ท้องไหล่เลี่ยกับเราพูดคุยกันเรื่องลูกดิ้น ลูกตอดอย่างสนุกสนาน แต่เรานี่ไม่มีวี่แววเลย แล้วเมื่อไหร่จะเริ่มรู้สึกเหมือนคนอื่นบ้างนะ แล้วความรู้สึกมันเป็นยังไงกันแน่ เมื่อไหร่จะรู้สึกว่าลูกตอด อาการลูกตอดจะเป็นอาการที่ให้ความรู้สึกกระตุกเบาๆ ในท้อง เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาจนแทบจะจับความรู้สึกไม่ได้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนท้องหลายคนยังไม่รู้สึกว่าลูกตอด และจะรู้สึกอีกทีก็เมื่อลูกดิ้นแรงแล้วเท่านั้น ซึ่งกว่าที่คุณแม่จะจับความรู้สึกได้นั้นก็มีอายุครรภ์ได้ 18 – 25 สัปดาห์แล้วค่ะ ส่วนใครจะรู้ได้ช้าหรือเร็วกว่านั้นยก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น ตำแหน่งของรก ขนาดตัวของทารก ปริมาณน้ำคร่ำ หรือแม้แต่ขนาดของมดลูก เป็นต้นค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน แน่นอนว่ามีประสบการณ์การตั้งครรภ์มาก่อนหน้าแล้วก็จะรู้สึกถึงลูกตอดได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 16 – 18 สัปดาห์ค่ะ ความแตกต่างของลูกดิ้นแต่ละสัปดาห์? สัปดาห์ที่ 12: ลูกจะเริ่มเคลื่อนไหว แต่คุณแม่จะยังไม่รู้สึกเพราะลูกน้อยในท้องยังเล็กอยู่ สัปดาห์ที่ 16: แม่หลายคนจะรู้สึกเหมือนทารกกำลังกระพือปีกเหมือนผีเสือในท้อง บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนมีแก๊สในท้อง สาเหตุก็เพราะลูกน้อยกำลังเคลื่อนไที่อยู่ สัปดาห์ที่ 20: ช่วงสัปดาห์นี้คุณแม่จะรู้สึกถึงลูกดิ้นครั้งแรก เพราะลูกน้อยเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น โดยปกติแล้วลูกจะดิ้นประมาณ 200 ครั้งต่อวัน สัปดาห์ที่ 24: คุณแม่จะเริ่มลูกสึกว่าลูกดิ้นชัดขึ้นจากการที่ลูกน้อยสะอึก ทำให้บางครั้งคุณแม่รู้สึกสะดุ้งไปเลยก็มี สัปดาห์ที่ 28: ลูกในท้องจะเคลื่อนไหวบ่อยขึ้น ทั้งเตะแรง การหายใจ และการสะอึกที่ชัดเจนกว่าเดิม ลูกจะเริ่มดิ้นมากขึ้นประมาณ 300+ ครั้งต่อวัน ไปจนถึงเกือบ 700 ครั้งต่อวัน สัปดาห์ที่ 36: คุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง เพราะว่ามดลูกของคุณแม่หนาขึ้น เด็กตัวโตขึ้น เคลื่อนไหวได้ช้าลง และดิ้นเบา ๆ  ในระหว่างวัน       ลูกดิ้นช่วงไหนมากที่สุด หากคุณแม่สังเกตดีๆ จะพบว่าลูกน้อยจะชอบดิ้นชอบตื่นนอนและช่วงที่นอนหลับมากที่สุด คือ ช่วงเวลาประมาณ 21:00 น. – 01:00 น. ซึ่งคุณแม่ไม่ได้แปลกใจเลยถ้าอยู่คุณแม่นอนอยู่แล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเจ้าตัวน้อยดิ้นแรง เนื่องจากว่าในช่วงนั้นร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดนั่นเองค่ะ หรืออาจเป็นเพราะว่าลูกน้อยได้ตอบสนองต่อเสียงหรือการสัมผัสจากคุณแม่ จากการที่คุณแม่รู้สึกสบายๆ อารมณ์ดีๆ และเวลาที่คุณแม่ตื่นเต้น อะดรีนาลีนจะหลั่งออกมา ทำให้ลูกดิ้นมาก แม้แต่อาหารที่แม่กินเข้าไปก็มีผลค่ะ   ลูกดิ้นกับลูกสะอึกต่างกันไหม โดยความแตกต่างระหว่างลูกดิ้น และการสะอึกของทารกในครรภ์ก็คือ หากแม่ท้องรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ในหลาย ๆ จุด เช่น บริเวณท้องส่วนบน ส่วนล่าง หรือด้านข้าง และรู้สึกว่าลูกในท้องหยุดเคลื่อนไหวตอนที่คุณแม่ขยับเปลี่ยนท่าทาง นั่นก็อาจจะถือว่าเป็นการดิ้น แต่หากคุณแม่ท้องนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับที่ และมีความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว เป็นลักษณะของการกระตุกหรืออาการเกร็งเล็กน้อยที่ท้อง เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอกัน ที่จุด ๆ เดียว นั่นก็อาจหมายความว่าลูกในท้องของคุณกำลังสะอึกอยู่ค่ะ ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.com
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-005 ค่าแพคเกจคลอดเหมาจ่าย ปี 2562 โรงพยาบาลในแต่ละภูมิภาค Mom MOM

ค่าแพคเกจคลอดเหมาจ่าย ปี 2562 โรงพยาบาลในแต่ละภูมิภาค

PREGNANCY-005-MOM

ค่าคลอดเหมาจ่าย ปี 2562 โรงพยาบาลทั่วไทย ค่าคลอดเหมาจ่าย ปี 2562 ราคาแพ็คเกจคลอด ของโรงพยาบาลทั่วไทย โปรแกรมคลอดเหมาจ่าย ค่าคลอดลูก แบบเหมาจ่าย ทั้งคลอดธรรมชาติ และผ่าตัดคลอด อัปเดตล่าสุด เช็คเลย!!! ค่าคลอดเหมาจ่าย โรงพยาบาลทั่วไทย ปี 2562 แพ็คเกจคลอดปี 2562 ของโรงพยาบาลในภาคกลาง ชื่อโรงพยาบาล ราคาคลอดธรรมชาติ ราคาผ่าคลอด โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี 25,000 49,900 โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ นนทบุรี 30,500  49,500 โรงพยาบาลนนทเวช นนทบุรี 42,000 59,000 โรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอส ปทุมธานี 29,900 42,900 โรงพยาบาลปทุมเวช  ปทุมธานี 19,000 34,000 โรงพยาบาลเปาโล รังสิต 35,900  49,900 โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ สมุทรปราการ 30,000 40,000  โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต สมุทรปราการ  32,000 45,000  โรงพยาบาลวิชัยเวช สมุทรสาคร  29,000  46,000  โรงพยาบาลบางปะกอก 3 สมุทรปราการ 21,000  37,000  โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล สมุทรปราการ 35,000 45,000 โรงพยาบาลเมืองสมุทรปากน้ำ สมุทรปราการ 18,000 31,000  โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ สมุทรปราการ  33,500 43,500 โรงพยาบาลเพชรรัตน์ เพชรบุรี   37,600 โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี ปทุมธานี 21,000 35,000 โรงพยาบาลเอกชัย สมุทรสาคร 27,900 46,900  โรงพยาบาลมหาชัย2 สมุทรสาคร 28,100 46,600 โรงพยาบาลรวมแพทย์ พิษณุโลก 24,900 34,900 โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก 29,900 44,500 โรงพยาบาลราชธานี โรจนะ อยุธยา  30,000  42,000 โรงพยาบาลศรีสวรรค์ นครสวรรค์ 12,900 19,900 แพ็คเกจคลอด ปี 2562 ของโรงพยาบาลภาคอีสาน ชื่อโรงพยาบาล ราคาคลอดธรรมชาติ ราคาผ่าคลอด โรงพยาบาลเซนต์แมรี่ นครราชสีมา  24,000  36,000 โรงพยาบาลราชพฤกษ์ ขอนแก่น 29,000 49,000 โรงพยาบาลขอนแก่น ราม 29,900  49,000 โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี 33,000 49,900 โรงพยาบาลวัฒนา หนองคาย 33,000 42,900 โรงพยาบาลวัฒนา อุดรธานี 33,000 42,900 แพ็คเกจคลอด ปี 2562 ของโรงพยาบาลในภาคเหนือ ชื่อโรงพยาบาล ราคาคลอดธรรมชาติ ราคาผ่าคลอด โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย 32,000 49,000  โรงพยาบาลศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 35,000 49,000  โรงพยาบาลลานนา เชียงใหม่ 22,000 35,000 โรงพยาบาลเขลางค์นคร-ราม ลำปาง 29,000 42,000  โรงพยาลราชเวช  เชียงใหม่ 19,000 30,000 โรงพยาบาลเชียงใหม่ใกล้หมอ 18,500 32,000  โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ 49,000 69,900  โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก 29,900 44,500 โรงพยาบาลหริภุญชัยเมโมเรียล ลำพูน 25,900 35,900 แพ็คเกจคลอด ปี 2562 ของโรงพยาบาลในภาคตะวันออก ชื่อโรงพยาบาล ราคาคลอดธรรมชาติ ราคาผ่าคลอด โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี 36,500 50,500 โรงพยาบาลกรุงเทพ จันทบุรี 39,500 53,900 โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา ชลบุรี 53,900 60,900 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ชลบุรี  57,900 69,900 โรงพยาบาลเอกชล ชลบุรี 40,000 42,000 แพ็คเกจคลอด ปี 2562 ของโรงพยาบาลในภาคใต้ ชื่อโรงพยาบาล ราคาคลอดธรรมชาติ ราคาผ่าคลอด โรงพยาบาลตรังรวมแพทย์  26,900 49,500 โรงพยาบาลสิริโรจน์  Phuket Internation 39,900 49,900 โรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่ 14,000 29,000 โรงพยาบาลกระบี่นครินทร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 38,000 49,500 หมายเหตุ ทางโรงพยาบาลอาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ราคาข้างต้นเป็นราคาเริ่มต้นของเคสปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ครรภ์แฝด, ความดันโลหิตสูง, คลอดก่อนกำหนด หรือภาวะแทรกซ้อนของทารก เช่น ทารกติดเชื้อ อันมีเหตุให้พักโรงพยาบาลนานกว่าปกติ และอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มตามจริงขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.com
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-004 คนท้องกินซูชิได้ไหม กินแล้วอันตรายหรือเปล่า MOM MOM

คนท้องกินซูชิได้ไหม กินแล้วอันตรายหรือเปล่า

PREGNANCY-004-MOM

คนท้องกินซูชิได้ไหม คนท้องกินซูชิได้ไหม จะปลอดภัยต่อลูกในท้องหรือเปล่า ปกติแล้วซูชิส่วนใหญ่จะทำจากปลาดิบค่ะ แต่ก็มีซูชิบางหน้าที่ทำจากอาหารชนิดอื่นๆ และเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก หากคุณแม่อยากทานแนะนำให้ดูชนิดของปลา เพราะปลาบางชนิดคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง หรือควรจำกัดปริมาณในการกิน คนท้องกินปลาดิบได้ไหม ปลาดิบในซูชิ เช่น ปลาแซลมอน ส่วนใหญ่จะมีพวกพยาธิตัวเล็กๆ อยู่ เราเรียกพยาธิชนิดนี้ว่า พยาธิอะนิซาคิส (Anisakis simplex) หากคุณแม่ได้รับเชื้อเข้าไปอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเอาได้ค่ะ แต่ถ้าอยากจะกินจริงๆ แบบว่าไม่ไหวแล้วอยากกินมากๆ แนะนำว่าให้เลือกร้านอาหารที่มีความสะอาดและพิถีพิถันในการเก็บรักษาวัตถุดิบค่ะ เนื่องจากว่าการที่จะทำให้ปลาดิบไม่มีพยาธินั้นต้องแช่แข็งเนื้อปลาไว้ที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หรือต่ำกว่า -35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15 ชั่วโมง จึงจะทำให้พยาธิตายได้   ลักษณะอาการของการติดเชื้อ  หากคุณแม่ได้รับเชื้อโรคหรือพยาธิเข้าไป เร็วสุดคือ หลังจากทานไป 1 ชั่วโมง จะทำให้มีอาการปวดท้อง ปวดกระเพาะอาหาร ลำไส้อุดตัน คลื่นไส้อาเจียน และอาจมีอาการคล้ายๆ ไส้ติ่งอักเสบ หรือบางรายอาจถ่ายออกมาเป็นมูกเลือด ภายใน 1-5 วัน ผู้ป่วยอาจจะอาเจียนออกมาเป็นตัวพยาธิ หรืออาจจะพบพยาธิเมื่อส่องกล้องเข้าไปในหลอดอาหาร พยาธิอะนิซาคิสพบในปลาชนิดใดบ้าง พยาธิอะนิซาคิส ยังพบในปลาชนิดอื่นอีก เช่น ปลาดาบเงิน ปลาตาหวาน ปลาสีกุน ปลาทูแขก ปลากุเลากล้วย ปลาลัง เป็นต้น โดยพยาธิชนิดนี้ เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าค่ะ ลักษณะจะเป็นตัวกลมๆ ตัวโตเต็มวัยมีความยาวถึงประมาณ 2-5 ซม. ซึ่งคนที่รับประทานปลาดิบที่มีพยาธินี้อยู่ก็จะติดเชื้อพยาธิได้ เนื่องจากเจ้าพยาธิเหล่านี้จะฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อของปลาค่ะ คนท้องกินซูชิหน้าหอยได้ไหม ซูจิจำนวนมากไม่ได้ทำจากปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหน้าตาๆ เช่น กุ้ง ปู และหอยชนิดต่างๆ โดยเฉพาะหอยแนะนำว่าให้คุณแม่กินแบบสุกแล้วเท่านั้น เพราะหอยดิบมีไวรัสที่เป็นอันตราย รวมถึงแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ค่ะ ถ้าอยากกินซูชิต้องทำอย่างไร สำหรับคุณแม่ที่อยากทานซูชิ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ ควรกินปลาที่สุกแล้ว: เมื่ออยากกินซูชิมากๆ ให้เลือกทานปลาที่ปรุงสุกแล้ว หรือถ้าซื้อนำมาทำกินที่บ้าน แนะนำว่าให้ทำให้สุกที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า  60 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 5 นาที สังเกตดูที่เนื้อปลา: แนะนำว่าก่อนจะกินให้คุณแม่สังเกตดูว่าเนื้อปลามีลักษณะอย่างไร มีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่หรือไม่ค่ะ ซึ่งเป็นวิธีป้องกันไม่ให้รับพยาธิเข้าสู่ร่างกายได้เบื้องต้น ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.comและขอบคุณภาพจาก Nameless Sushi Shop 
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-003 เอกซเรย์อันตรายต่อลูกในท้องไหม คนท้องเข้าเครื่องสแกนได้หรือเปล่า? Mom MOM

เอกซเรย์อันตรายต่อลูกในท้องไหม คนท้องเข้าเครื่องสแกนได้หรือเปล่า?

PREGNANCY-003-MOM

เอกซเรย์อันตรายต่อลูกในท้องไหม เอกซเรย์อันตรายต่อลูกในท้องไหม คนท้องเอกซเรย์ได้หรือเปล่า หมอให้เอกซเรย์แต่กลัวว่าลูกในท้องจะเป็นอันตราย แม่เจ็บทนได้แต่ไม่อยากให้ลูกในท้องเป็นอะไร แบบนี้จะทำยังไงดี แม่ท้องกังวลมาก เชื่อว่าคุณแม่หลายคนคงกำลังประสบปัญหานี้กันอยู่ใช่ไหมค่ะ และมีคำถามคาใจมากมาย วันนี้เราจะมาตอบคำถามที่คุณแม่สงสัยกันค่ะ จากเพจ คุยกับหมอแอน ได้อธิบายเกี่ยวกับการเอกซเรย์ (x-ray) ของคนท้องไว้อย่างน่าสนใจว่า การเอกซเรย์อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกในท้องได้จริงค่ะ แต่ว่าการที่จะทำให้เกิดอันตรายนั้นจะประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยด้วยกัน คือ  1.ปริมาณรังสี รังสีเอกซเรย์ เป็นรังสีที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค เกิดจากการที่รังสีเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในวัตถุ แล้วทำให้เกิดประจุไฟฟ้าหรือไอออน ในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ซึ่งปริมาณรังสีที่ได้รับอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตได้ โดยทั่วไป อันตรายจาก x-ray นั้น จะเกิดเมื่อปริมาณรังสีที่ได้รับ มีค่ารวมมากกว่า 5 Rad สำหรับการเอกซเรย์เพื่อการรักษาโดยทั่วไป ค่ารังสีจะไม่สูงมาก โดยมีปริมาณ ดังนี้ เอกซเรย์ปอด ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.00007 Rad เอกซเรย์ฟัน ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.0001 Rad เมื่อเอกซเรย์แขนขา ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.001 Rad วิธีเอกซเรย์ช่องท้อง ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.245 Rad เอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนล่าง ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.359 Rad ฉีดสีดูการทำงานของระบบไต ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 1.398 Rad ตรวจ CT scan ศีรษะ ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.05 Rad ตรวจ CT scan ช่องอก ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 0.1 Rad เมื่อตรวจ CT scan ช่องท้อง ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 2.6 Rad เมื่อตรวจ CT scan กระดูกสันหลังส่วนล่าง ค่ารังสีที่ได้รับ คือ 3.5 Rad 2.อายุครรภ์ของคุณแม่   หากได้รับรังสีมากๆ (High dose) ในช่วงแรก อาจมีผลให้เกิดการแท้ง หรือทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้ หรือถ้าไม่แท้งก็จะไม่มีผลอะไรเลย หากได้รับรังสีมากๆ (High dose) ในช่วง 17 สัปดาห์แรก จะมีผลให้เกิดความพิการแต่กำเนิด ทารกโตช้าในครรภ์ หรือความบกพร่องทางสติปัญญาได้ คุณแม่ได้รับรังสีปริมาณน้อยๆจากการ x-ray เพื่อตรวจวินิจฉัยจะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ค่ะ เพราะว่าจะมีรังสีไปถึงทารกน้อยมาก โดยเฉพาะการ x-ray ตำแหน่งที่ไกลจากบริเวณอุ้งเชิงกราน ผลกระทบจากรังสีที่ลูกน้อยจะได้รับ ในช่วงที่เริ่มจะมีการฝังตัวของทารก ปริมาณรังสีขนาด 0.1-0.15 Gy (1 Gy =100 rad) จะทำให้เกิดการแท้ง ในช่วงการตั้งครรภ์ สัปดาห์ที่ 3-7 ปริมาณรังสีขนาด 0.05-0.5 Gy (1 Gy =100 rad) จะทำให้มีความผิดปกติของระบบกระดูก เช่น ขนาดของศีรษะมีขนาดเล็ก เมื่ออยู่ในช่วงตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 8-25 ปริมาณรังสีขนาด 0.05-0.5 Gy (1 Gy =100 rad) จะทำให้เกิดปัญญาอ่อน สำหรับคุณแม่ที่ต้องผ่านเข้าเครื่องสแกนทั้งสนามบิน ตามรถไฟฟ้าต่างๆ ก็ไม่ต้องกังวลเช่นเดียวกัน เพราะมีค่าพลังงานระดับต่ำมาก ไม่มีผลต่อสุขภาพค่ะ ดังนั้น เวลาที่คุณแม่ไปหาหมอแล้วคุณหมอแนะนำให้เอกซเรย์ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะการเอกซเรย์เพียงครั้งเดียวไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงให้ทารกในครรภ์ค่ะ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็จะใส่อุปกรณ์ป้องกันรังสีบริเวณท้องให้ด้วยค่ะ แต่คุณแม่ควรบอกคุณหมอว่าตั้งท้อง และสอบถามว่าการเอกซเรย์จะเป็นอันตรายหรือไม่ก่อนทุกครั้งขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.com
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-002 เริ่มแพ้ท้องตอนไหน แล้วอาการแพ้ท้องเป็นยังไงนะ? Mom MOM

เริ่มแพ้ท้องตอนไหน แล้วอาการแพ้ท้องเป็นยังไงนะ?

PREGNANCY-002-MOM

เริ่มแพ้ท้องตอนไหน เริ่มแพ้ท้องตอนไหน อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ไม่แน่ใจว่าตัวเองท้องจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าอาการแพ้ท้องเป็นอาการที่สามารถยืนยันได้ว่าคุณกำลังตั้งท้อง เมื่อคุณแม่มือใหม่หลายคนไม่มีอาการดังกล่าวก็เริ่มกังวลว่าเราท้องจริงหรือแค่มโนกันแน่! อาการแพ้ท้องเริ่มต้นตอนไหน? อาการแพ้ท้องมักจะเริ่มขึ้นเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 5-6 สัปดาห์ เริ่มจากอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเวียนหัว แต่ก็มีคุณแม่จำนวนมากกว่า 90% ที่กว่าจะมีอาการแพ้ท้องก็สัปดาห์ที่ 8 แล้วค่ะ ส่วนคุณแม่อีกประมาณ 20-30% จะได้มีอาการแพ้ท้องแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นคุณแม่บางท่านที่ตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้วแต่ไม่มีอาการแพ้ท้องก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใดนะคะ คนท้องแพ้ท้องนานแค่ไหน อาการแพ้ท้องของคนท้องมักจะเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ขึ้นไปแล้วจะค่อยๆ บรรเทาอาการลงหลังจากสัปดาห์ที่ 10 หรืออาจช่วงสัปดาห์ที่ 12-16 และจะแพ้ท้องหนักมากในช่วงสัปดาห์ที่ 7 – 9 ค่ะและไปสิ้นสุดช่วง 20 สัปดาห์ก็ที แต่ก็ยังมีคุณแม่บางท่านที่แพ้ท้องนานกว่านั้นค่ะ และยังมีคุณแม่อีกประมาณ 10% ที่อาการแพ้ท้องหนักมาเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 9 สัปดาห์ค่ะ หลายคนเชื่อกันว่าอาการคลื่นไส้ อาเจียนของคุณท้อง บางบอกว่าเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ที่ดีของคุณแม่ค่ะ โดยอาการแพ้ท้องมากหรือน้อยของคุณแม่นั้น อาจมีสาเหตุมาจากแนวโน้มการตั้งครรภ์ใมนแต่ละครั้ง หากคุณแม่ท้องสองหรือท้องสามจะมีแนวโน้มว่ามีอาการแพ้ท้องที่รุนแรงกว่า และเรื่องของเชื้อชาติที่เชื่อกันว่าผู้หญิงผิวขาวจะมีแนวโน้มที่มีอาการแพ้ท้องหลังจากตั้งครรภ์ไตรมาสแรกไปแล้ว สาเหตุที่เกิดอาการแพ้ท้อง นักวิทยาศาสตร์หลายท่านพยายามหาสาเหตุจริงๆ ของอาการแพ้ท้องว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหลายคนก็บอกว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนเอชซีจี เนื่องจากฮอร์โมนชนิดนี้มักจะเพิ่มขึ้นสูงมากในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 8 – 10 สัปดาหื ซึ่งเป็นช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงค่ะ และยิ่งคุณแม่ท้องแฝดด้วย อาการแพ้ท้องก็จะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีกค่ะ   ลักษณะของอาการแพ้ท้อง จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณแม่มีอาการแพ้ท้องหรือไหม อาการแบบนี้เรียกว่าอาการแพ้ท้องหรือเปล่า คุณแม่สามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้ค่ะ ไม่สามารถดื่มหรือกินอะไรลงได้ใน 24 ชั่วโมง ปัสสาวะน้อย หรือปัสสาวะสีเข้มไม่ใส มีอาการอาเจียน บางคนอาเจียนเป็นเลือดด้วยก็มี รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ อยากจะเป็นลมตลอดเวลา ตาแห้ง ผิวแห้ง วิธีลดอาการแพ้ท้อง ทานขิง: มีการศึกษาหนึ่งระบุว่าการดื่มน้ำขึง หรือการกินขิงจะช่วยลดอาการแพ้ท้องของคนท้องได้ ออกกำลังกายเบาๆ: แม่บางคนคงบอกว่าแค่ยืนก็ไม่ไหวแล้วจะให้ออกกำลังกายยังไง เพียงคุณแม่ค่อยๆ เดิน และโยคะเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และปรับสมดุลในร่างกาย คุณแม่ก็จะรู้สึกดีขึ้นค่ะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง: คุณแม่หลายคนยิ่งเจออาหารที่มีกลิ่นฉุนยิ่งทำให้อาการหนักไปอีกค่ะ ฝังเข็ม: วิธีนี้แนะนำว่าให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะนะคะ กินส้มโอ: ส้มโอจะช่วยให้คุณแม่ไม่รู้สึกพะอืดพะอม และจะทำให้อาการแพ้ท้องดีขึ้นอีกด้วยค่ะ เคี้ยวหมากฝรั่ง: การเคี้ยวหมากฝรั่ง โดยเฉพาะรสมินต์อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ลงได้ แต่แนะนำว่าไมควรเคี้ยวนานกว่า 10 นาทีค่ะ ทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว: อาหารรสเปรี้ยวจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของการย่อยอาหารได้ดี ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดอาการแพ้ท้องได้ค่ะ ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.com
0 ฿
บทความสำหรับ คุณแม่ท้องแรก PREGNANCY-001 คุณแม่ท้องขี้น้อยใจ อารมณ์อ่อนไหว แก้ยังไงดีน่ะ Mom MOM

คุณแม่ท้องขี้น้อยใจ อารมณ์อ่อนไหว แก้ยังไงดีน่ะ

PREGNANCY-001-MOM

ท้องแล้วขี้น้อยใจ เป็นเพราะอะไร สำหรับคุณแม่ที่มักอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ท้องแล้วขี้น้อยใจ อารมณ์แปรปรวน เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกัน แต่สาเหตุหลักๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ และความกังวลกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ จนบางครั้งคุณแม่มีอารมณ์เหมือนคนเป็นไบโพล่าเดี่ยวดีเดี๋ยวร้าย เมื่อกี้ยังหัวเราะดีใจตื่นเต้นอยู่เลย สักพักดราม่าร้องไห้ขึ้นมาเฉยๆ เกิดอะไรขึ้นกับคนท้องในไตรมาสแรก ฮอร์โมนคนท้องทำให้คุณแม่มีอารมณ์แปรปรวน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งแค่ได้กลิ่นอาหารแรงๆ ก็ทนไม่ได้ หรือในทางตรงกันข้ามคือ หิวมาก เพิ่งกินไปเมื่อกี้เอาอีกล่ะอยากกินอีก กินมันทั้งวัน สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องจะรู้สึกแย่มากขึ้น จิตใจไม่ค่อยอยากจะทำอะไร ทั้งยังความกังวลที่ตามมาอีกมากมายเพราะกลัวว่าลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่าแม่กินอะไรก็ไม่ได้ อยากกินแต่ก็ฝืนไม่ไหว พอคนท้องรู้สึกกังวลก็ยิ่งทำให้เกิดความเครียดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นคุณสามีต้องคอยดูแลภรรยาดรๆ และต้องเข้าใจด้วยหากอยู่ๆ คุณภรรยาอารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ความเหนื่อยล้าก็เป็นอาการในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ที่คุณแม่ต้องเจอบ่อยๆ อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนท้องอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่ายเช่นกันค่ะ และหากคุณแม่ที่เคยมีประสบการณ์แท้งลูกในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ก็จะยิ่งกังวลมากกว่าเดิม กลัวว่าตัวเองจะต้องเสียลูกอีกหรือเปล่า ซึ่งความกลัวและอาการต่างๆ จะเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ของคนท้องนั่นเอง       ท้องแล้วอารมณ์อ่อนไหว เกิดอะไรขึ้นกับคนท้องในไตรมาสที่สอง สำหรับคนท้องในไตรมาสที่สอง ฮอร์โมนของคนท้องก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่เคยน้อยกว่าในช่วง 2 – 3 เดือนแรกค่ะ ทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกดีขึ้นเพราะอาการแพ้ท้องได้ทุเลาลงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ก็ยังคงอยู่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้องที่เริ่มใหญ่ขึ้น อาการปวดต่างๆ เริ่มตามมา ในช่วงนี้คุณแม่ก็จะรู้สึกตื่นเต้นพร้อมๆ กับความกังวลที่มีมากขึ้นตามอายุครรภ์ค่ะ ในไตรมาสนี้คุณแม่หลายคนอาจต้องมีการเจาะน้ำคราำเพื่อเช็คสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ และการเฝ้าติดตามการดิ้น หรือการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ทำให้คุณแม่มีความวิตกต่างๆ นานาภายในจิตใจจนส่งผลต่ออารมณ์ลึกๆ ที่คุณแม่อาจไม่รู้ตัว แต่ก็ยังมีคุณแม่บางท่านที่รู้สึกว่าช่วงนี้มีความต้องการทางเพศสูง ทำให้ตัวเองรู้สึกหวยหาการมีเซ็กส์เพราะตอนนี้ตัวเองเริ่มมีอาการดีขึ้นแล้ว ไม่แพ้ท้องเหมือนเมื่อก่อนค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับคนท้องในไตรมาสที่สาม ช่วงไตรมาสที่สามคุณแม่จะนอนไม่ค่อยหลับในช่วงกลางคืน ไหนจะความเหนื่อยล้า ความยากลำบาก และความไม่สบายเนื้อสบายตัว เมื่อคุณแม่นอนไม่ค่อยพอก็จะทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายค่ะ อีกทั้งยังความกังวลเกี่ยวกับลูกน้อยอีกด้วย ท้องแล้วขี้น้อยใจต้องทำยังไง วิธีรับมือกับอารมณ์แปรปรวน 1.อดทนให้มากขึ้น เมื่อคุณแม่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มหงุดหงิดหรือมีอาการไม่พอใจกับเหตุการณ์บางอย่าง ควรพาตัวเองออกจากที่ตีงนั้น หรือพยายามทำให้ตัวเองสงบสติอารมณ์ลง แต่ก็มีคุณแม่หลายคนที่ปล่อยให้ตัวเองไปกับอารมณ์คนท้องมากเกินไปจนทำให้ตัวเองเครียดได้ และอาการเครียดนานๆ กับคนท้องย่อมส่งผลไม่ดีกับคุณแม่และลูกในท้องค่ะ เพราะอาจทำให้ลูกมีอาการโคลิคเมื่อคลอดออกมาได้ 2.พูดคุยกับสามี คุณแม่ควรคุยกับคุณพ่อถึงเรื่องอารมณ์คนท้อง อารมณ์ที่ขึ้นๆ ลง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หรือว่าอยู่ๆ น้อยใจ ร้องไห้ออกมาแบบไม่มีเหตุผล อารมณ์เหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าสามีหรือคนรอบข้าง แต่มันเกิดขึ้นจากฮอร์โมนของคนท้องเอง พวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลใจหรือต้องทำให้พวกเขาเข้าใจคนท้องให้มากขึ้น 3.เตรียมรับมือกับอาการแพ้ท้อง เวลาที่คนท้องแพ้ท้องมักทำให้ตัวคุณแม่รู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่ จากการที่กินอะไรไม่ได้ เหนื่อยง่าย อยากนอน อยากอาเจียนตลอดเวลา และอาจนำไปสู่อารมณ์แปรปรวนได้ ดังนั้นคุณแม่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมหากต้องออกเดินทางไปทำงาน เตรียมของกิน หรือพักผ่อนมากๆ เพื่อไม่ให้ถูกอาการแพ้ท้องจู่โจม 4.จัดการกับเวลานอน การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนท้องมาก ถึงแม้ว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายคุณแม่จะนอนหลับยาก หรือรู้สึกไม่สบายตัวก็ตาม ส่วนในระหว่างวันหากรู้สึกง่วงควรหาเวลาพักผ่อนโดยการงีบตอนกลางวัน อาจจจะเป็นช่วงพักเที่ยงในแต่ละวันก็ได้ค่ะ 5.พูดคุยกับคุณแม่ท่านอื่น เวลาที่คุณแม่รู้สึกังวล เครียด เรื่องการเตรียมตัวเป็นคุณแม่มือใหม่ หรือความกังวลเกี่ยวกัลเรื่องของคนท้องคงไม่มีใครเข้าใจและสามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาของคุณแม่ที่ดีได้ นอกจากระหว่างคุณแม่ด้วยกันค่ะ ดังนั้น หากมีเรื่องที่ไม่สบายใจการพูดคุยแลกเปลี่ยนวิธีการดูแลตนเองของคนท้องและการเลี้ยงลูกขะทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นค่ะ 6.เล่นโยคะหรือนั่งสมาธิ การเล่นโยคะจะทำให้คุณแม่มีความสงบมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดความวิตกกังวลลงไปได้ หรือแม้แต่การนั่งสมาธิค่ะ นอกจากนี้การเล่นโยคะระหว่างตั้งครรภ์ยังเป็นการช่วยลดอาการปวดเมื่อย และการเตรียมตัวคลอดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ดีอีกด้วย 7.เลิกอ่านบทความที่ทำให้เครียด บางครั้งบทความ หรือข่าวที่น่ากลัวๆ หรือรุนแรงอาจสร้างความเครียดและความวิตกกังวลให้กับคนท้องมากขึ้น หากเป็นไปได้ บทความไหนที่รู้สึกว่ากระทบกระเทือนจิตใจ พยายามอย่าอื่น หรือหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ค่ะ ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://th.theasianparent.com
0 ฿